วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เชียงใหม่หรรษา

เชียงใหม่หรรษา
            เทศกาลสงกรานต์ของทุกๆปี ครอบครัวฉันจะยกกันไปทั้งครอบครัว ไปเที่ยวและเยี่ยมย่าที่เชียงใหม่ การเดินทางก็ขับรถไปกันเอง กว่าจะถึงเชียงใหม่ก็หลับไปแล้วหลายตื่น เมื่อยตัว เมื่อยแขน เมื่อยขาไปตามๆกัน เมื่อไปถึงบ้านย่าก็หมดแรงจะเที่ยวต่อแล้วล่ะ
            สิ่งที่รออยู่ที่บ้านย่าทุกครั้งคือ อาหารเหนือแสนอร่อย บางเมนูเป็นอาหารแปลกๆ ที่ไม่เคยเห็นไม่เคยชิม แต่ก็จะได้ชิมก็วันนี้แหละ ทั้งข้าวซอย ขนมจีนน้ำเงี้ยว ชิ้นลุง แกงโฮะ ก็อร่อยแบบเหนือๆ บรรยากาศในตอนเช้าก็แสนสบาย ผิดกับชีวิตในเมืองที่แสนวุ่นวาย ทั้งรถทั้งคน
            บ้านย่าเป็นตึกแถว 3 ชั้น 2 ห้องแถว ด้านล่างเป็นร้านขายของชำ ที่พ่อบอกว่าร้านนี้ขายของตั้งแต่ “ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ”
ซึ่งจริงอย่างที่พ่อบอก เพราะร้านของย่ามีทุกอย่างจริงๆ ถ้าใครขี้เกียจเดินออกไปซื้อของที่เซเว่นหน้าปากซอยก็สามารถแวะร้านย่าที่อยู่กลางซอยได้ มีทุกอย่างที่คุณต้องการ
            ย่าจะตื่นแต่เช้าเพื่อเปิดร้านประมาณตี 5 และปิดร้านประมาณ 2 ทุ่ม ย่าจะไม่ยอมปิดร้านสักวัน แม้กระทั่งลูกหลานพาไปเที่ยวข้างนอก ยังต้องให้อานุ้ยเป็นคนเฝ้าร้านไว้อยู่ดี หรือถ้ามื้อเย็นลูกๆจะพาไปทานข้าวนอกบ้าน ย่าก็ยังขายของจนวินาทีสุดท้าย
            ที่เชียงใหม่จะเล่นน้ำสงกรานต์เร็วกว่าปกติ คือประมาณวันที่ 10 ก็เริ่มมีคนออกมาสาดน้ำใส่กันแล้ว รอบๆ คูเมืองจะมีผู้คนมาจับจองที่เพื่อค้าขาย อุปกรณ์ในการเล่นสงกรานต์ต่างๆ ปืนฉีดน้ำ ขัน ถัง กะละมัง น้ำแข็งก้อนโตๆ การจราจรรอบคูเมืองจะถึงขั้นเป็นอัมพาต ได้แต่สาดน้ำใส่รถกระบะคันเดิมจนน้ำหมดถัง
            ทีนี้จะต้องเกณฑ์คุณผู้ชายทั้งหลายทั้งพี่ ลุง พ่อ เพื่อนพี่ เพื่อนน้อง ลากถังลงไปตักน้ำในคู เพื่อเป็นอาวุธในการทำศึกสงครามต่อ ถ้าสงครามการสาดน้ำครั้งนี้ ไม่มีน้ำก็ไม่ต่างอะไรกับคนไม่มีแขนทีเดียว
            และสิ่งที่เป็นสีสันของเชียงใหม่ทุกๆปี คือเหล่าเพศที่สามทั้งหลาย นางจะออกมาโชว์ลีลาและลวดลายกันกลางถนน เรียกเสียงกรี้ดกร้าด และโห่ร้องจากทุกสารทิศ ทุกนางแต่งตัวหวิวๆ นุ่งน้อยห่มน้อย กระโดดลงจากรถกระบะ มาเต้นให้หนุ่มๆ สาดน้ำใส่ ช่างเป็นภาพที่ดูแล้วตลกและมีความสุข
            สถานที่ท่องเที่ยวในเชียงใหม่มีมากมาย แต่เมื่อปีก่อนฉันกับครอบครัว ไปเที่ยวกันไกลถึงปาย ขนาดว่าเป็นหน้าร้อน แต่อากาศที่ปายเย็นสบาย และเห็นถึงชีวิตของคนชนบท ระยะทางจากเชียงใหม่ไปถึงปายนั้นจริงๆ แล้วไม่ไกลมาก แต่ที่ทำให้ครอบครัวฉันขับรถกันนานเพราะเส้นทาง
            การจะเดินทางไปปายต้องขับรถขึ้นเขา ที่ทั้งชันและอันตราย ที่สำคัญคือมีทางโค้งทั้งหมด 700 กว่าโค้ง คนนั่งไม่มีใครเมารถหรอกนะ แต่พ่อที่เป็นคนขับนี่สิ เมารถเฉยเลย
            ไปกันแค่คืนเดียวก็กลับมาบ้านย่าที่เชียงใหม่ เพื่อมาเล่นน้ำสงกรานต์ และเมื่อถึงคืนวันที่รดน้ำดำหัวย่า ทุกคนมีความสุข แฮปปี้ดี้ด๊ามากๆ ลูกหลานเต็มบ้านจนแทบจะไม่มีที่นั่ง แต่ย่ามีความสุข ย่ายิ้มอยู่ตลอดเวลา ที่ตลอดหนี่งปีลูกหลานจะมาอยู่กันพร้อมหน้าขนาดนี้ ถือเป็นทริปเที่ยวเชียงใหม่อีกปีที่มีความสุข

เรื่องเล่าของยาย

เรื่องเล่าของยาย
            ยายเคยเล่าให้ฉันฟังบ่อยๆ เกี่ยวกับชีวิตสมัยที่แม่ยังเด็ก เป็นเรื่องเล่าที่เหมือนนิทานก่อนนอน ฟังเท่าไรก็ไม่มีเบื่อ เรื่องที่ยายเล่าเหมือนเป็นภาพสะท้อนความลำบากของทั้งตา ยาย ลุงติ แม่ น้าลี และน้าสวน ชีวิตของทุกคนไม่ได้สุขสบาย ครอบครัวของเราก็ไม่ได้ร่ำรวย ต้องหาเช้ากินค่ำเหมือนใครอีกหลายๆคน
            เมื่อตอนเด็กๆ บ้านฉันอยู่แถวบางอ้อ เป็นบ้านไม้เก่าๆ แต่หลังใหญ่ ยายเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนนั้นตากับยายมาเช่าที่ดินเปล่าแถว บางอ้อ และบ้านหลังนั้นตาก็เป็นคนสร้างเองกับมือ หลังจากที่ตากลับมาจากการขับรถทัวร์ ทำไปวันละนิดวันละหน่อย ตอนนั้นอยู่กันแบบไม่มีฝาบ้าน เวลาตาไปขับรถทัวร์ออกต่างจังหวัด ก็จะเหลือแต่เพียงยายและลูกๆ ทั้งสี่ที่ยังเด็ก ทุกคนต้องอยู่แบบหวาดกลัว ว่าขโมยจะมาขึ้นบ้านรึเปล่า
            คนโบราณมักจะเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ ยายต้องไหว้ศาลเจ้าที่เจ้าทางประจำบ้านทุกวัน เพื่อขอให้ช่วยคุ้มครองยายและลูกๆ อย่าให้ขโมยขึ้นบ้าน น่าแปลกไหมล่ะ ที่ตลอดเวลาของการอาศัยโดยไม่มีฝาบ้านนั้น ไม่เคยมีขโมยมาเยี่ยมบ้านเลยสักครั้ง
            ความลำบากของยายอีกอย่างที่ฉันเห็นจากการเล่าก็คือ ยายต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 เพื่อออกไปขายของ ต้องเข็นรถเข็นผลไม้ไปเดินไปขายในตลาดที่ห่างจากบ้านหลายกิโล ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง ไม่ใช่แค่ผลไม้อย่างเดียวที่ยายเคยขาย แต่ไม่ว่าจะเป็นร้านข้าวแกง หรือร้านกาแฟ ยายก็มีเป็นของตัวเอง ฉันเกิดทันที่ยายขายกาแฟ จำได้ว่าตอนเด็กๆ ฉันยังชอบไปเล่นที่ร้านยายอยู่เลย ลูกค้าของยายทุกคนติดใจในฝีมือการชงกาแฟของยายมากๆ ยายมีลูกค้าประจำเยอะแยะไปหมด ยายไม่เคยต้องเหงาเพราะยายรู้จักกับลูกค้าเหล่านั้นดี
            ในช่วงที่ยายขายผลไม้ ทุกๆเช้ายายกับลุงต้องเดินผ่านสะพานพระราม 6 สะพานแห่งนี้มีข่าวการตายบ่อยครั้ง ยายเป็นคนกลัวผีต้องชวนลุงคุยทุกครั้งที่เดินผ่านสะพาน
            มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผลไม้ของยายถูกโกงจากคนขายผลไม้ร้านข้างๆ ยายฝากซื้อลำไยหลายเข่ง แต่ลำไยที่ได้มาเหล่านั้น เป็นลำไยเน่าทั้งเข่ง ตอนนั้นยายกับตาขาดทุนเสียหาย บ้านก็ต้อวเช่า และลูกๆทั้ง 4 คนก็ต้องกินต้องใช้ เงินแทบจะไม่มี
            เงินที่ให้ลูกๆใช้ไปโรงเรียน บางวันก็มีให้ บางวันก็ไม่มี ในแต่ละวันที่ให้ก็เพียง 3 บาท
            ยายเล่าให้ฟังอีกว่าเมื่อก่อนยายเลี้ยงน้องหมาน่ารักๆ ไว้ที่บ้าน ชื่อเบ็นจี้ กาแฟ น้ำหวาน และน้ำขม พวกมันเป็นสุนัขฉลาด และรักสะอาด เป็นสุนัขที่เข้าไปปลดทุกข์เฉพาะในห้องน้ำเท่านั้น ยิ่งเจ้ากาแฟจะชอบกินผลไม้มากๆ มันชอบว่ายน้ำข้ามคลองไปนั่งรออยู่ใต้ต้นมะม่วง เพื่อรอให้ลูกมะม่วงแก่ๆ ตกลงมา และคาบกลับมาให้ยายปลอกให้กิน
            ทั้งตาและยายสอนลูกทั้งสี่และหลานอย่างฉันให้ตั้งใจเรียน คำพูดที่ยายพูดกับฉันอยู่บ่อยๆคือ “ต้องตั้งใจเรียนนะลูก ยายไม่มีความรู้ สมบัติก็ไม่มี ดูอย่างแม่แก ยายมีปัญญาแค่ส่งให้แม่แกเรียนให้จบสูงๆ แกก็ต้องดูไว้เป็นตัวอย่าง ความรู้จะทำให้เราไม่ลำบากนะลูก จำไว้”
            ตอนนี้คุณยายตัวเล็กๆ ของฉัน ไม่ต้องไปลำบากขายของอีกแล้ว ลูกๆทุกคนคอยส่งเงินมาให้ยายใช้ และมีหลานอย่างฉันคอยดูแลยายอย่างดี แต่ด้วยความที่ยายไม่ชอบอยู่นิ่งๆ สิ่งที่ยายทำทุกๆวันคืองานบ้าน และที่เด็ดที่สุดคือ เมื่อกลับมาถึงบ้าน ฉันจะเจอกับข้าวหอมๆ เต็มโต๊ะไปหมด และอาหารฝีมือยายน่ะ ใช่ย่อยซะที่ไหน ไม่ว่าแขกคนไหนที่มาเที่ยวที่บ้าน พอได้ลองฝีมือยายของฉันเข้าไป ต้องรีบขอใส่ถุงกลับไปกินที่บ้านกันใหญ่ และจะต้องได้เจอแขกคนนั้นเป็นครั้งที่สองหรือครั้งที่สามแน่นอน